สงสัยไหมครับว่าประเทศที่เล็กเป็นอันดับ 5 ของโลกแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลักล้านคนต่อปีนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ เรา Go Together Travel จะอธิบายในหัวข้อนี้เองครับ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
ซานมาริโน (San Marino) ทำไมถึงพิเศษกว่าที่อื่น?
เมื่อพูดถึงการไปเที่ยวยุโรปหรืออิตาลี หลายคนอาจจะนึกถึงโรม เวนิส หรือมิลาน แต่มีหนึ่งหมุดหมายที่มักจะถูกซ่อนไว้ในแผนที่ นั่นคือ ซานมาริโน หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐซานมาริโน ประเทศนี้เป็นรัฐขนาดจิ๋วที่ถูกโอบล้อมด้วยประเทศอิตาลีทุกด้าน (Enclave State) ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอเพนไนน์ ใกล้กับเมืองริมินีฝั่งทะเลเอเดรียติก ด้วยพื้นที่เพียงประมาณ 61 ตารางกิโลเมตร ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดในโลกครับ
ความพิเศษในเชิงกลยุทธ์การท่องเที่ยวคือ ซานมาริโนตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่เป็นยอดเขาสูง (Mount Titano) ทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ของประเทศอิตาลีและทะเลเอเดรียติกได้แบบพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา การเดินทางมาที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่การแวะเก็บสถิติการเยือนประเทศใหม่ แต่เป็นการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองท่องเที่ยวหลักของอิตาลี มาสู่อ้อมกอดของสถาปัตยกรรมยุคกลางที่ยังคงความสมบูรณ์แบบไว้ได้อย่างน่าทึ่งครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง: แจกหมุด 4 ประเทศยอดฮิตตอนนี้ ถ้าคุณเที่ยวยุโรปครั้งแรก

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ทำให้ประเทศนี้ไม่ยอมรวมกับอิตาลีคืออะไร?
Insight ที่น่าสนใจมากและเป็นความภาคภูมิใจของชาวซานมาริโนคือ ที่นี่คือ “สาธารณรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงอยู่” ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 301 โดยช่างแกะสลักหินชื่อ มารีนุส (Saint Marinus) ที่หลบหนีการตามล่าทางศาสนามาตั้งถิ่นฐานบนยอดเขานี้
ด้วยชัยภูมิที่เป็นยอดเขาสูงชัน ทำให้ที่นี่รอดพ้นจากการรุกรานในยุคต่างๆ มาได้ตลอด แม้กระทั่งในยุคที่อิตาลีรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว ซานมาริโนก็ยังคงรักษาเอกราชของตนเองไว้ได้ผ่านการเจรจาทางการทูตที่ชาญฉลาด การเดินเล่นในเมืองเก่าของที่นี่จึงเหมือนการเดินทะลุมิติกลับไปในอดีต เพราะกำแพงเมืองและป้อมปราการหินต่างๆ ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้างจำลอง แต่เป็นของจริงที่ผ่านกาลเวลามานับพันปีครับ
ทำไมมุมมองการท่องเที่ยวถึงยกให้ที่นี่เป็นอัญมณีเม็ดงามของยุโรป?
นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ที่เข้มขลังแล้ว สำหรับคนวัยทำงานที่ชื่นชอบการเดินทาง ซานมาริโนยังมีจุดเด่นที่คนไม่ค่อยพูดถึงนั่นคือ นโยบายปลอดภาษี (Tax-Free) สินค้าหลายอย่างที่นี่มีราคาถูกกว่าในอิตาลีอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหนัง น้ำหอม แว่นตา หรือสินค้าแบรนด์เนมบางประเภท ทำให้ที่นี่เป็นสวรรค์ของสายช้อปปิ้งที่ชาญฉลาดครับ
นอกจากนี้ การมาเยือนซานมาริโนยังให้ความรู้สึก “Exclusive” สุดๆ เพราะคุณสามารถนำพาสปอร์ตไปประทับตราเข้าประเทศได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (มีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย) ซึ่งตราประทับของประเทศที่เล็กและเข้าถึงยากแบบนี้ ถือเป็นของสะสมทางใจที่หาไม่ได้ง่ายๆ สำหรับนักเดินทางครับ
ถ้ามีโอกาสไปเยือนซานมาริโนแล้วมีจุดไหนที่ต้องไปเช็คอินบ้าง?
การจัดทริปมาซานมาริโนนั้น จุดท่องเที่ยวหลักจะกระจุกตัวอยู่บนยอดเขาและเขตเมืองเก่าซึ่งสามารถเดินถึงกันได้หมดครับ เราขอคัดสถานที่ระดับไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้มาแนะนำดังนี้ครับ
1. ปราสาททั้งสามแห่งบนยอดเขา
สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของซานมาริโนคือปราสาท 3 แห่งที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ทิตาโน ซึ่งปรากฏอยู่บนธงชาติของประเทศด้วยครับ
- ปราสาทกวาอีตา (Guaita Tower): ปราสาทแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุด สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นป้อมปราการหลักที่ใช้ป้องกันเมือง วิวจากจุดนี้สามารถมองเห็นเมืองเบื้องล่างและภูมิทัศน์ของอิตาลีที่สวยงามราวกับภาพวาด
- ปราสาทเชสตา (Cesta Tower): ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของยอดเขา ภายในมีการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอาวุธโบราณ ทางเดินระหว่างปราสาทแรกมายังปราสาทนี้เรียกว่า “เส้นทางแม่มด” หรือ Passo delle Streghe ซึ่งเป็นทางเดินเลียบหน้าผาหินที่ถ่ายรูปสวยมากครับ
- ปราสาทมอนตาเล (Montale Tower): ปราสาทแห่งที่สามที่มีขนาดเล็กที่สุดและไม่ได้เปิดให้เข้าชมภายใน แต่การเดินป่าระยะสั้นมาถึงจุดนี้จะได้ความสงบและร่มรื่นของธรรมชาติครับ

2. จัตุรัสและศูนย์กลางเมืองเก่ามีเสน่ห์แบบยุคกลาง
เมื่อเดินลงมาจากปราสาท ศูนย์กลางของทุกสิ่งในเมืองเก่าจะอยู่ที่ จัตุรัสเปียซซา เดลลา ลิแบร์ตา (Piazza della Liberta) ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมืองหรือ ปาลัซโซ ปุบบลิโก (Palazzo Pubblico) อาคารสไตล์โกธิคที่งดงามมาก บริเวณนี้ในช่วงฤดูร้อนจะมีการแสดงการเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์ในเครื่องแบบดั้งเดิมสีเขียวแดงที่ดูคลาสสิกสุดๆ
บริเวณโดยรอบจัตุรัสเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยที่ปูด้วยหินก้อนโตเรียงรายไปด้วยคาเฟ่และร้านอาหาร การได้นั่งจิบกาแฟเอสเพรสโซ่หรือทานเจลาโต้พร้อมกับชมวิวหุบเขาเบื้องล่าง ถือเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและคุ้มค่าเหนื่อยจากการเดินทางมากครับ
การเตรียมตัวและเดินทางไปซานมาริโนต้องวางแผนอย่างไรให้ราบรื่น?
แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีสนามบินหรือสถานีรถไฟเป็นของตัวเอง แต่การเดินทางไปซานมาริโนนั้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ หากเรารู้วิธีการจัดการที่ถูกต้อง
1. เดินทางข้ามประเทศ
จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือเมืองริมินี (Rimini) ประเทศอิตาลีครับ จากหน้าสถานีรถไฟริมินี จะมีรถบัสสายตรงวิ่งขึ้นเขาสู่ศูนย์กลางเมืองซานมาริโน ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 45-50 นาที รถบัสมีรอบวิ่งสม่ำเสมอตลอดทั้งวันครับ
คำถามที่หลายคนกังวลคือเรื่องวีซ่า ข่าวดีคือซานมาริโนไม่มีพรมแดนที่เข้มงวด หากคุณมีวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ของอิตาลีหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ ที่ยังไม่หมดอายุ ก็สามารถนั่งรถบัสข้ามแดนเข้าไปเที่ยวได้เลยโดยไม่ต้องขอวีซ่าซานมาริโนเพิ่มครับ
2. ไปช่วงฤดูไหนถึงจะได้รูปสวยและอากาศดีที่สุด?
เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบ เราแนะนำให้ไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – มิถุนายน) หรือฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม) ครับ ช่วงนี้อากาศจะเย็นสบาย ไม่เหนื่อยเวลาต้องเดินขึ้นเนินสูงๆ แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบกำแพงหินจะมีความนุ่มนวล ถ่ายรูปออกมาสวยงามมาก และที่สำคัญคือคนจะไม่พลุกพล่านเท่าช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่เป็นหน้าไฮซีซั่นของยุโรปครับ
ซานมาริโนอาจไม่ใช่ประเทศที่คนไทยคุ้นชื่อนัก แต่ถ้าคุณได้ลองจัดสรรเวลาไปเยือนสักครั้ง รับรองว่าดินแดนแห่งยอดเขานี้จะกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดในทริปยุโรปของคุณอย่างแน่นอนครับ

Q&A
Q : ใช้สกุลเงินอะไรในการจับจ่ายใช้สอย?
A : แม้จะไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป แต่ซานมาริโนใช้เงินยูโร (EUR) เป็นสกุลเงินหลักครับ สามารถใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตที่เตรียมไปจากอิตาลีได้เลยสะดวกมากครับ
Q : คนที่นั่นพูดภาษาอะไร สื่อสารยากไหม?
A : ภาษาทางการคือภาษาอิตาลีครับ แต่เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าและพนักงานตามสถานที่ต่างๆ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานได้ดีเยี่ยมครับ
Q : จัดสรรเวลาเที่ยวแค่ 1 วันเพียงพอไหม?
A : แบบ One Day Trip จากเมืองรอบๆ อย่างริมินีหรือโบโลญญาถือว่าเพียงพอต่อการเก็บจุดไฮไลต์ครับ แต่ถ้าอยากได้ฟีลลิ่งโรแมนติก ดูพระอาทิตย์ตกดินและตื่นมาพบกับเมืองเก่าที่เงียบสงบในยามเช้า การค้างคืนที่นี่สัก 1 คืนก็เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมครับ
สรุป
- ซานมาริโนเป็นประเทศที่เล็กเป็นอันดับ 5 ของโลก เป็นรัฐอิสระที่ซ่อนตัวอยู่กลางอิตาลี
- จุดเด่นคือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน สถาปัตยกรรมยุคกลางที่สมบูรณ์ และจุดชมวิวบนเทือกเขาที่สวยงาม
- สามารถใช้วีซ่าเชงเก้นในการเดินทางเข้าประเทศได้เลย ไม่ต้องขอวีซ่าใหม่
- เป็นแหล่งช้อปปิ้งปลอดภาษี (Tax-Free) ที่น่าสนใจ และใช้เงินยูโรได้ตามปกติ
- สถานที่ไฮไลต์คือ ปราสาทกวาอีตา (Guaita Tower) และบริเวณจัตุรัสเมืองเก่า
- การเดินทางด้วยทัวร์ต่างประเทศกับ Go Together Travel ช่วยยกระดับความสะดวกสบาย ได้ข้อมูลเจาะลึก และประหยัดเวลาในการวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
- ไปต่างประเทศกับทัวร์ดีไหม เทียบข้อดีข้อเสียก่อนตัดสินใจ
- ทัวร์นอร์เวย์ สัมผัสแสงเหนือและเมืองสวยระดับโลกแบบพรีเมียม
ติดต่อเราได้ผ่านช่องทาง
- Website Go Together Travel : https://gotogethertravel.com/
- Line OA : https://lin.ee/BOJRdh4
- Facebook : https://www.facebook.com/goto.gethertravel
- Tel : 02-214-6088
- Mail : [email protected]
บทความอ้างอิงข้อมูลจาก


