ทัวร์ยุโรป : ทัวร์คาบสมุทรบอลข่าน 15 วัน

Austrian Airlines

ทัวร์คาบสมุทรบอลข่าน 15 วัน


ราคา 129,900 บาท

แอลเบเนีย-โคโซโว-มาซีโดเนีย-บัลแกเรีย-โรมาเนีย-เซอร์เบีย ดินแดนอันสวยงามแห่ง “ยุโรปตะวันออกตอนใต้” เวียนนา-ทีราน่า-คูจ้า-โอห์ริด-พริซเร่น-สโคเพีย-รีล่า-โซเฟีย-พลอฟดิฟ บูคาเรสต์-เวลีคอเทอร์โนโว-ซินาญ่า-บราน-ทิมิโชวอาร่า วิเซกราด-ซะลาดิบอร์-เบลเกรด

เดินทาง :
• 15 - 29 ก.ย. 60 
• 13 - 27 ต.ค. 60 
tag :
แอลเบเนีย-โคโซโว-มาซีโดเนีย-บัลแกเรีย-โรมาเนีย-เซอร์เบีย ดินแดนอันสวยงามแห่ง “ยุโรปตะวันออกตอนใต้” เวียนนา-ทีราน่า-คูจ้า-โอห์ริด-พริซเร่น-สโคเพีย-รีล่า-โซเฟีย-พลอฟดิฟ บูคาเรสต์-เวลีคอเทอร์โนโว-ซินาญ่า-บราน-ทิมิโชวอาร่า วิเซกราด-ซะลาดิบอร์-เบลเกรด


รายละเอียดการเดินทาง

วันที่ 1 กรุงเทพฯ-กรุงเวียนนา
20.30 น. คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและตรวจเอกสารการเดินทาง ณ เคาน์เตอร์สายการบินออสเตรียน แอร์ไลน์ ชั้น ประตูทางเข้าที่ แถว
 
23.45 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงเวียนนา” โดยสายการบินออสเตรียน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ OS 026 (รับประทานอาหารและพักผ่อนบนเครื่อง)
 

วันที่ 2 ซิตี้ทัวร์ กรุงเวียนนา
05.35 น. เดินทางถึง สนามบินเวทชาร์ท กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ผ่านพิธีการตรวจเอกสารคนเข้าเมืองและศุลกากร กรุงเวียนนา (VIENNA) เป็นเมืองหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่สุดแสนโรแมนติกเมืองหนึ่งของโลก เป็นเมืองแห่งดนตรีคลาสสิกอมตะ ซึ่งนักแต่งเพลงคลาสสิกไม่ว่าจะเป็น บีโธเฟ่น โมสาร์ท ชูเบอร์ก บราห์ม หรือโยฮันสเตราส์และสถานที่อื่นๆอีกมากมาย แถมยังมากมายไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ประณีตและงดงาม
 
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า จากนั้นนำท่านชมความสวยงามของตัวเมืองเวียนนา ซึ่งจะเริ่มจากถนน ริงสตร๊าส (Ringstrasse) อันเป็นถนนสายหลักที่มีความยาวประมาณ 5.3 กม. ถูกสร้างขึ้นทับซากกำแพงเมืองโบราณในอดีตจากโรงโอเปร่าจนถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ถนนสายนี้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิฟรานซ โจเซฟ ในปี ค.ศ.1857 ผ่านชมสเตทโอเปร่า (State Opera) พิพิธภัณฑ์ศิลปะและประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (The Museum Of Fine Art And Natural History) ชมความสวยงามและอลังการของอาคารรัฐสภา (Parliament Building) โรงละครแห่งชาติ (National Theatre) ศาลาว่าการเมือง (City Hall) และ มหาวิทยาลัยภาษาเยอรมันอันดับ 2 ของยุโรป เลียบแม่น้ำดานูบ ผ่านชม Hundertwassers Kunsthaus สวนสนุกพลาเตอร์ (Prater Park) ซึ่งมีชิงช้ายักษ์เฟอร์ริส (Giant Wheel) สวนสาธารณะสตัดปาร์ค ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์โยฮันสเตร้าส์ จูเนียร์ เจ้าของบทเพลงอมตะ “ By The Beautiful Blue Danube ”
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านชม วิหารเซนต์สตีเฟ่น (St.Stephens Cathedral) ซึ่งตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่าและเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนา ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 12 ในรูปแบบของโกธิค วิหารแห่งนี้มีความยาวประมาณ 107.2 เมตรและกว้างประมาณ 34.2 เมตร ซึ่งมีหอคอยอยู่ 4 หอและหอคอยที่สูงสุดอยู่ทางด้านใต้ที่สูงประมาณ 136.44 เมตร และจะมีระฆัง 13 แห่งที่แขวนอยู่แต่ระฆังที่มีชื่อเสียงของวิหารนี้คือ พุมเมอริน (Pummerin) ที่ถูกแขวนอยู่ที่หอคอยด้านเหนือที่มีความสูง 63.3 เมตรและเป็นระฆังที่มีความใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป นำท่านเดินชมที่ ย่านคาร์ทเนอร์ สตราสเซ่(Karntner Strasse) ย่านถนนการค้าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ มากมาย มีสินค้ามากมายให้เลือกซื้อ อาทิเช่น เครื่องแก้วคริสตัลเจียระไน และของที่ระลึกต่างๆ และร้านนั่งจิบกาแฟเป็นต้นตำรับแท้ของยุโรป
 
ค่ำ อิสระอาหารค่ำ (Allowance 15 EUR)
 
พักที่ MERCURE WESTBAHNHOF HOTEL หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 3 กรุงเวียนนา-เมืองทีราน่า-เมืองคูจ้า-เมืองทีราน่า
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านออกเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อทำการตรวจเอกสารการเดินทาง
 
12.45 น. “เหิรฟ้าสู่เมืองทีราน่า” โดยเที่ยวบินที่ OS 847 (เวลาบินประมาณ 1.25 ชม./รับประทานอาหารและพักผ่อนบนเครื่องบิน)
 
14.20 น. เดินทางถึงสนามบิน เมืองทีราน่า เมืองทีราน่า (TIRANA) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแอลเบเนียที่อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้ถูกก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1614 โดย สุไลมาน ปาชา (Sulejman Pasha) และทีราน่าได้ถูกตั้งเป็นเมืองหลวงของประเทศเมื่อปี ค.ศ.1920 เขตเมืองของทีราน่าตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิเชม (Ishëm) มียาวประมาณ 32 กิโลเมตร มีความสูงเฉลี่ยเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 110 เมตร และจุดสูงสุดวัดได้ที่ 1,828 เมตร ที่บริเวณมาลีเมโกรปา นำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองคูจ้า (KRUJA) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของกรุงทีราน่าห่างประมาณ 20 กม. เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของเขตคูจ้า เมืองคูจ้า ได้เคยเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของพวกชนเผ่าอิลลิเรียนแห่งอัลบานี และในปี ค.ศ.1190 ก็ได้เป็นเขตปกครองตนเองแห่งอัลบาเนีย และต่อมาก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรอัลบาเนีย และในราวต้นศตวรรษที่ 15 ก็ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกออตโตมานเติร์ก นำท่านชม ปราสาทแห่งคูจ้า (Kruja Castle) ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์สแกนเดอร์เบคและตลาดบาซาร์รวมอยู่ด้วย เป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านกองทัพของพวกออตโตมาน โดยสามารถจุกองทหารได้ประมาณ 2,000-3,000 คน โดยด้านรอบของปราสาทยังมีหอคอยสูงด้วยได้เวลา สมควรแก่เวลานำท่านออกเดินทางกลับไปยังเมืองทีราน่า นำท่านชมความสวยงามของตัวเมืองหลวง ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่มีการตกแต่งให้สวยงาม ให้ท่านชม จัตุรัสสแกนเดอร์เบค (Skanderbeg Square) ชมหอคอยนาฬิกา (Clock Tower) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุมากและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1820 ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นที่ตั้งจุดศูนย์กลางของเมืองและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองทีราน่าอีกด้วย และสิ่งก่อสร้างที่อยู่ใกล้กันก็คือ สุเหร่าเอทเฮม เบย์ (Et’hem Bey Mosque) ซึ่งได้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 28 ปีจนสำเร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ.1821 ภายในถูกตกแต่งด้วยงานศิลปะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุเหร่าที่มีความสวยงามที่สุดในแอลบาเนีย นำท่านผ่านชม ปิรามิด้า (Piramida) สิ่งก่อสร้างซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับปิรามิด ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1987 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแห่งชาติ
 
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL TIRANA INTERNATIONAL หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 4 เมืองทีราน่า-เมืองโอห์ริด
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนไปยังมาซีโดเนียสู่ เมืองโอห์ริด(OHRID) ที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบโอห์ราทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางห่างประมาณ 140 กม. ทะเลสาบโอห์ริด (Ohrid Lake) เป็นทะเลสาบที่มีพื้นที่อยู่ระหว่างสองประเทศ คือ ด้านตะวันตกเป็นของแอลบาเนียที่มีพื้นที่น้ำประมาณ 110 ตร.กม. และมีเมืองโปกราเด๊กที่ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลฯ ส่วนทางด้านตะวันออกเป็นของมาซีโดเนีย ที่มีพื้นที่น้ำประมาณ 248 ตารางกิโลเมตร และมีเมืองโอห์ริดและสะตรูด้าที่ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลฯ นำท่านนั่งเรือชมเมืองโอห์ริด ที่ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบฯ เป็นเมืองที่มีความใหญ่ที่สุดของบริเวณริมทะเลสาบฯแห่งนี้ที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 42,000 คน และเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงที่มีโบสถ์มากถึง 365 หลัง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าทำพิธีวันละหนึ่งแห่งและเมื่อครบทุกแห่งก็จะเป็นเวลาหนึ่งปีพอดี นอกจากนั้นเมืองนี้ยังเต็มไปความสวยงามของการปลูกสร้างบ้านและสถานที่ต่างๆที่สวยงาม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1979
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร ให้ท่านได้ชมความสวยงามของเมืองเก่าโอห์ริด ที่เป็นเสมือนเมืองทางศาสนาและมีความสำคัญที่เป็นจุดศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ซึ่งโบสถ์วิหารส่วนใหญ่ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคของไบแซนไทน์และในยุคของบุลกาเรียน และที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ก็เป็นส่วนของพวกเซอร์เบียที่ปกครองในอดีตของยุคกลาง นำท่านชมด้านนอกของ โบสถ์เซนต์โจวาน คานิโอ (St.Jovan Kaneo Church) เป็นโบสถ์สไตล์คริสต์ออโธดอกซ์ สร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับนักบุญจอห์น ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของมาซีโดเนีย โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเชิงหน้าผาเหนือจากระดับน้ำทะเล สามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบโอห์ริด ณ จากจุดนี้ได้อีกด้วย
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL TINO SVETI STEFAN หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 5 เมืองโอห์ริด-เมืองพริซเร่น-ซิตี้ทัวร์
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองพริซเร่น (PRIZREN) ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ ระยะทางห่างประมาณ 260 กม. เมืองพริซเร่น (ที่ในอดีตเคยเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเซอร์เบีย) เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ของโคโซโวซึ่งอยู่ติดกับมาซีโดเนียและแอลบาเนีย ซึ่งประชาชนส่วนมากจะเป็นชาวแอลบาเนียน ตัวเมืองจะตั้งอยู่บนส่วนลาดชันของภูเขาซาร์
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนไปยังโคโซโวสู่ เมืองพริชเร่น นำท่านเดินเที่ยวชมเมืองพริซเร่น บริเวณรอบๆ River Bistrica ที่อยู่กลางเมือง เริ่มจาก Sinan Pasha Mosque หรืออนุสาวรีย์ในยุคของกษัตริย์ออตโตมานที่ 16 และยังมีอนุสาวรีย์ของกษัตริตย์ในยุคออตโตมันอีกแห่งซึ่งอยู่ใกล้ๆกันคือ Gazi Mehment Hamam ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้จัดเป็น Art Gallery ไปแล้วในปัจจุบัน
 
18.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL THERANDA หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 6 เมืองพริซเร่น-เมืองสโคเพีย
08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนไปยังมาซีโดเนียสู่ เมืองสโคเพีย (SKOPJE) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาซีโดเนีย ที่ตั้งอยู่ทางด้านใต้ ระยะทางห่างประมาณ 80 กม. เมืองสโคเพีย เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของมาซิโดเนียเป็นศูนย์กลางทางการเมือง ทางวัฒนธรรม และทางเศรษฐกิจของประเทศ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเซอร์เบียและบัลแกเรีย ในอดีตสันนิษฐานว่ามีการตั้งถิ่นฐานที่สโคเพียตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล นำท่านไปชมด้านนอกของ ป้อมปราการคาเล่ (Kale Fortress) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่สูงของเนินเขาในหุบเขาสโคเพียและเป็นจุดที่ชมเมืองสโกเพียได้สวยงาม ส่วนของป้อมปราการที่เป็นส่วนเก่าที่สุดมีความยาวประมาณ 121 เมตร เป็นการสร้างในรูปแบบที่นำก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตบแต่งเรียบร้อยและนำมาไว้ด้านนอก และส่วนด้านในจะเป็นหินก้อนเล็กถูกสร้างขึ้นโดยในราวศตวรรษที่ 6 โดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งไบแซนไทน์ ผู้ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่หมู่บ้านทาโอเรียนใกล้กับกรุงสโคเพีย หลังจากเมื่อปี ค.ศ. 518 เมืองนี้และสิ่งโบราณสถานหลายแห่งได้ถูกทำลายโดยการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จึงทำให้องค์จักรพรรดิฯ ได้ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่างให้กับบ้านเกิดของพระองค์ จึงได้เริ่มก่อสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาหลายอย่าง
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านไปชม สะพานหิน (Stone Bridge) ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 6 โดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งไบแซนไทน์เช่นเดียวกัน สะพานนี้มีความยาวประมาณ 214 เมตรและส่วนโค้งที่ใต้สะพาน 13 ช่อง ซึ่งจักรพรรดิที่ได้เข้ามาปกครองก็ได้พยายามทำการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นที่ระลึก จากนั้นนำท่านไปยัง พอร์ต้า มาซีโดเนีย (Porta Macedonia) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นประตูชัยตั้งอยู่ที่จัตุรัสเพลล่า และเพื่อเป็นการประกาศอิสรภาพของมาซีโดเนียที่มีมา 20 ปี ซึ่งพื้นผิวภายนอกของประตูชัยนี้ได้ถูกตบแต่งด้วยหินอ่อนและมีการทำลวดลายให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของชาติฯ และภายในก็ยังมีห้องที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมกับห้องขายของที่ระลึกอีกด้วย นำท่านไปชมความสวยงามของ จัตุรัสมาซิโดเนีย (Macedonia City Square) พร้อมกับชม อนุสาวรีย์อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวง เป็นรูปปั้นที่อเล็กซานเดอร์มหาราชกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าคู่ใจในการออกศึกทำสงครามที่มีชื่อว่า บูซาเฟลัส อนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงที่ประเทศได้รับเอกราชมา 20 ปีและเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 8 กันยายน ปี ค.ศ.2011 อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนกลางน้ำพุ ซึ่งตรงกลางมีเสาทรงกลมที่มีฐานด้านบนสูงถึง 10 เมตร และรูปปั้นตั้งอยู่บนเสารูปทรงกลมที่สูง 4.5 เมตร ส่วนของเสาประกอบไปด้วยสามส่วนของการตกแต่งด้วยงาช้างที่ได้แกะสลักภาพอันสวยงามทางด้านประวัติศาสตร์และสลับกับรูปแหวนที่ทำด้วยบรอนซ์ และนอกจากนั้นยังการตกแต่งรอบบริเวณน้ำพุด้วยเสาบรอนซ์ที่สูงถึง 3 เมตรด้วยรูปทหารแปดคน มีรูปสิงโตที่เป็นบรอนซ์แปดตัวที่มีความสูงถึงตัวละ 2.5 เมตร และสิงโตสี่ตัวยังพ่นน้ำออกมา และที่สำคัญน้ำพุแห่งนี้สามารถที่จะเปลี่ยนรูปได้ตามเสียงเพลงอีกด้วย
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL PARK หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 7 เมืองสโคเพีย–เมืองรีล่า-เมืองโซเฟีย
06.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนไปยังบัลแกเรียสู่ เมืองรีล่า (RILA) ที่ตั้งอยู่ทางด้านใต้ ระยะทางห่างประมาณ 190 กม. เมืองรีล่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นภูเขาสูงที่สุดของบัลแกเรียและเทือกเขาบอลข่าน โดยมียอดเขาชื่อ มาซูล่า (Masula) สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,925 เมตร นำท่านไปชม อารามมรดกโลกรีล่า (Rila Monastery) เป็นอารามของคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดของบัลกาเรีย ตั้งอยู่บนจุดที่มีทิวทัศน์สวยงามของภูเขารีล่า ที่ระดับความสูง 1,147 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถมองเห็นแม่น้ำริลสก้าและดรุสย่าวิทซ่า ที่ไหลอยู่เบื้องล่างได้อย่างสวย และรับรองจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1983 ชมความสวยงามของวิหาร ที่ก่อตั้งขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10 โดย นักบุญจอห์นแห่งรีลา (St.John of Rila) ผู้ถือสันโดษและใช้ชีวิตเงียบในถ้าและได้รับยกย่องเป็นนักบุญโดยนิกายออร์โธดอกซ์ อาศรมและหลุมศพของท่านกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และได้กลายเป็นอารามซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านจิตวิญญาณและสังคมของบัลแกเรียยุคกลาง อารามนี้ถูกทำลายด้วยไฟไหม้ในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 และได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ระหว่างคริสต์ศักราช 1834-1862 รูปแบบของอารามเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศิลปะสมัยบัลแกเรียน เรอเนสซองส์ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 และเป็นสัญลักษณ์แห่งการตระหนักรู้ถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสลาวิค (Slavic) หลังจากที่ตกอยู่ใต้การปกครองของชนชาติอื่นมานับหลายศตวรรษ อารามรีล่า ถือเป็นเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบัลแกเรีย และเป็นจุดหมายในการเดินทางแสวงบุญของคริสต์ศาสนิกชนในนิกายออร์โธดอกซ์จากทั่วโลกที่ นักบุญเซนต์อิวาน ริลสกี้ (St.Ivan Rilski) แห่งอารามรีล่า ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้เรื่องการกดขี่ทางชาติพันธุ์ในสมัยการยึดครองของจักรวรรดิออตโตมัน อารามแห่งนี้ถือเป็นอนุสรณ์สถานของสถาปัตยกรรมและความมั่งคั่งของวัฒนธรรมและศิลปะของบัลแกเรีย สัญลักษณ์รูปเคารพ (Icon) ที่อารามนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดและทาด้วยทองคำแท้เพียงแห่งเดียวในบัลแกเรีย นอกจากนี้อารามเป็นแหล่งสะสมทรัพย์สมบัติและวัสดุวรรณกรรมอายุกว่าร้อยปี อีกเป็นจำนวนมาก
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองโซเฟีย (SOFIA) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือ ระยะทางห่างประมาณ 100 กม. เมืองโซเฟีย เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐบัลกาเรีย และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องจำนวนประชากรเป็นอันดับที่ 47 ของสหภาพยุโรป ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาวีโตชาทางด้านตะวันตกของบัลแกเรีย เป็นเมืองศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าทางบกที่สำคัญของคาบสมุทรบอลข่าน ในอดีตกว่า 2,400 ปี เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าเซลติค และมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในราวศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีชื่อเรียกเมืองนี้ว่า เซอร์ดิก้า (Serdica) ที่มาจากชนเผ่าเซอร์ดีที่มาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณแห่งนี้ นำท่านไปชม อาคารรัฐสภา (Parliament Building) ซึ่งมีคำขวัญที่ผูกใจอยู่เหนือประตูทางเข้าเป็นภาษาบัลกาเรีย ที่มีความหมายว่า “รวมกันทำให้เราแข็งแกร่ง” (United we are strong) ตึกหลังนี้ได้รับการบูรณะหลังจากที่ได้รับความเสียหายหลายครั้งซึ่งครั้งสุดท้ายได้ถูกบูรณะขึ้นโดยสถาปนิกชาวบัลแกเรีย คอนสแตนติน อิวาโนวิช นำท่านผ่านชม โบสถ์เซนต์โซเฟีย (St.Sophia Church) ซึ่งเป็นโบสถ์คริสตจักรที่อยู่ใกล้ๆกันได้อีกด้วย จากนั้นนำท่านชมอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสวยงาม และยังได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ยิวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับสามในทวีปยุโรป
 
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL RAMADA หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 8 เมืองโซเฟีย-เมืองพลอฟดิฟ-เมืองเวลีคอเทอร์โนโว
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองพลอฟดิฟ (PLOVDIV) ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางห่างประมาณ 190 กม. พลอฟดิฟ เป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของจังหวัดพลอฟดิฟ ที่มีความใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 350,000 คน นำท่านชม เมืองเก่าพลอฟดิฟ (Plovdiv Old City) ส่วนที่เก่าแก่ของตัวเมืองได้รับการอนุรักษ์ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งทำให้ พลอฟดิฟ ยังคงมีกลิ่นอายของยุคเรอเนสซองจนถึงปัจจุบัน สภาพตึกรามบ้านช่องยังคงอนุรักษ์ไว้ซึ่งรูปแบบเดิมเป็นที่น่าประทับใจของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน เดินชมเขตเมืองเก่าบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินแบบโบราณ นำท่านชม โบราณสถานโรงละครกลางแจ้งแบบโรมัน (Philippopolis Theatre) อายุกว่า 2,000 ปี ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ และสภาโรมัน (Roman Forum) นำท่านชม สุเหร่าโบราณ (Dzhumaya Mosque) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ในช่วงการปกครองของออคโตมันเติร์ก โดยสร้างทับลงไปบนโบสถ์คริสต์เก่าเซนต์เพตก้า ใช้เสาขนาดใหญ่สี่เสาคร่อมเหนือโถงใต้ดิน 9 โถง โดมสุเหร่าเคลือบทับด้วยตะกั่ว และมีหอขานสูงถึง 23 เมตร นอกจากนั้นท่านยังจะได้ชม โรงอาบน้ำแบบตุรกีโบราณ (Turkish Ancient Bath) อายุย้อนหลังไปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ปัจจุบันใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรม
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองเวลีคอเทอร์โนโว (VELIKO TARNOVO) ที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือระยะทางห่างประมาณ 70 กม.โดยเดินทางผ่านข้ามพรมแดนโรมาเนียไปยังบัลกาเรีย ที่ด่านอาร์บานาสซี ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่แหล่งชุมชนของชาวแอลบาเนียและชาวกรีกที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยศตวรรษที่16 นำท่านชมซากปราสาทปรักหักพังอันโดดเด่นของเมือง ปราสาทซารีเวทส์ (Tsarevets Castle) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาซารีเวทส์ ซึ่งในระยะแรกได้สร้างเป็นป้อมปราการของอาณาจักรบัลแกเรียนที่ใช้สำหรับเป็นกำแพงต่อต้านข้าศึกในปี ค.ศ.1939 ก็ตกเป็นของพวกออตโตมานหลังจากที่ล้อมไว้ 3 เดือน ชมภายในตัวอาคารและป้อมปราการซึ่งรายล้อมอยู่ ปัจจุบันได้มีการทำนุบำรุงรักษาเอาไว้มากมายพอสมควร ท่านชม โบสถ์เซนต์ดิมิตรี้อัส (St.Demetrius Church) แห่งเทสซาโลนีกี้ แม้จะผ่านการทำลายโดยแผ่นดินไหวหรือแม้แต่การถูกปล้นโดยโจร ก็ถือว่าเป็นโบสถ์ที่มีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดีของบัลแกเรีย จากนั้นอิสระให้ท่านได้เดินเที่ยวในย่าน Gjurko Street ตามอัธยาศัย
 
19.30 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL YANTRA GRAND หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 9 เมืองเวลีคอเทอร์โนโว-กรุงบูคาเรสต์
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศบัลแกเรีย เข้าสู่ประเทศโรมาเนีย
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร หลังจากนั้นนำท่านเที่ยวชม กรุงบูคาเรสต์ (BUCHAREST)ที่ได้รับสมญานามว่า “ปารีสน้อยแห่งยุโรป” ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียง ระยะทางห่างประมาณ 180 เมืองบูคาเรสต์ เป็นเมืองหลวง เมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศโรมาเนีย เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโรมาเนีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศที่และตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแดมโบวิตา มีประชากรอยู่ประมาณ 2 ล้านคน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหภาพยุโรป นำท่านถ่ายรูปกับ อาคารรัฐสภาหรือทำเนียบประธานาธิบดีของโรมาเนีย (Parliament Palace)ทำเนียบประธานาธิบดีที่ใหญ่โตโอฬารของประธานาธิบดีเชาเชสคู และ นางเอลินา ภรรยาผู้ซึ่งอยากมีชีวิตหรูหราประหนึ่งเอวิต้า เปรอง อาคารรัฐสภานี้ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากตึกเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา และมีจำนวนห้องมากถึง 6,000 ห้อง สร้างแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนีย ทั้งโครงสร้างและการตกแต่ง ทั้งภายนอกและภายในอาคาร แต่ละห้องตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา โดยเฉพาะห้องแกรนด์บอลรูม ที่ได้ มี การตกแต่งโคมไฟประดับโบฮีเมียน้ำหนักถึง 5 ตัน ปูพื้นด้วยพรมเปอร์เซียผืนใหญ่ ห้องรับรองซึ่งสร้าง จากหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ให้ท่านได้สัมผัสถึงความโอ่อ่า ความยิ่งใหญ่ของอาคารรัฐสภาที่ใช้งบประมาณมหาศาลในการก่อสร้างมหาศาลถึง 3 ล้านล้านยูโร นำท่านเที่ยวชมเมืองและแวะถ่ายรูป (หากรถสามารถจอดได้) ชมจัตุรัสแห่งการปฎิวัติ (Revolution Square) โอเปร่าเฮ้าส์ (Opera House) คลับทหารแห่งชาติ (National Military Academy) ผ่านชม "ประตูชัย" ซึ่งตั้งอยู่บนถนน KISSELEFF ซึ่งสร้างเลียนแบบประตูชัย ในกรุงปารีส ในสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนีย (Romanian Athenaeum) จากนั้นนำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์หมู่บ้านท้องถิ่น (VILLAGE MUSEUM) ซึ่งจัดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป
 
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
 
พักที่ HOTEL NOVOTEL หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 10 กรุงบูคาเรสต์-เมืองซินาญ่า-บราน-บราซอฟ
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่ เมืองซินาญ่า (SINAIA) นำท่านเยี่ยมชม ปราสาทเปเลส (Peles Castle) ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาบูเซกิใกลักับเมืองซินาญ่า เป็นปราสาทที่ประทับในฤดูร้อนของกษัตริย์ ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราสาทอีกแห่งที่สวยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่กลางป่าสนบนเทือกเขาคาร์เปเทียน ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าชายคาลอสที่ 1 กษัตริย์แห่งโรมาเนียในสมัยศตวรรษที่ 19 ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี โดยเริ่มปี ค.ศ.1873-1973 ความงดงามของปราสาทแห่งนี้ มิใช่อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของตัวปราสาทแต่อยู่ที่การตกแต่งภายในอย่างหรูหรางดงาม เป็นปราสาทที่รวบรวมงานศิลปะที่สวยงามมากมายจากประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น โคมไฟระย้าจากอิตาลีรูปภาพติดผนังจากฝรั่งเศสฯ นำท่านเข้าชม วิหารซินาญ่า (Sinaia Monastery) ซึ่งเป็นวิหารคู่เมืองซินาญ่าในรูปแบบศิลปะไบเซนไทน์ ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าชายมิเฮลหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากทำพิธีจาริกแสวงบุญภูเขาซียาย วิหารหลังแรกได้ถูกสำเร็จในปี ค.ศ. 1690-1695 มีพระจำวัดอยู่ 12 องค์ และในระหว่างสงครามรัสเซียเตอร์กิส ปี ค.ศ.1735-1739 โดยพวกออตโตมานก็บุกเข้าทำลายและเผา ส่วนพวกพระก็ได้นำสิ่งของมีค่าต่างๆฝังไว้ใต้ระฆังใหญ่
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านเดินทางสู่ เมืองบราน (BRAN) ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออก ระยะทางห่างประมาณ 30 กม. เมืองบราน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากอีกเมืองหนึ่งของโรมาเนีย เมืองซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่อยู่ของแวมไพร์หรือแดร๊กคูล่า นำท่านเข้าชม ปราสาทบราน (Bran Castle) หรือที่รู้จักกันในนามของปราสาทแดร๊กคูล่า(Dracula’s Castle) ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นในในศตวรรษที่ 14 เป็นปราสาทที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในโรมาเนีย ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมควบคุมเส้นทางการค้าและเก็บภาษีระหว่างแคว้นวาลันเซียและแคว้นทรานซิลวาเนีย ภายในตัวปราสาทมีห้องต่างๆมากมาย ซึ่งจัดแสดงวิถีความเป็นอยู่ ห้องแสดงอาวุธโบราณ ตู้โบราณอายุหลายร้อยปีที่แกะสลักลวดลายสวยงดงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้อีกมากมาย ให้ท่านได้ชมและถ่ายรูปตามอัธยาศัย นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองบราซอฟ (BRASOV) ที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือ ระยะทางห่างประมาณ 190 กม. เมืองบราซอฟ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นทรานซิลวาเนีย แคว้นที่สวยงามและมีชื่อเสียงของโรมาเนีย แคว้นนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่12 โดยชาวแซกซอนส์ซึ่งเคยถูกปกครองโดยชนชาติเยอรมันและเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวแซกซอนส์ อาคารโดยทั่วไปจึงตกแต่งตามสไตล์เยอรมัน นำท่านชมความสวยงามของเมืองที่ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม ซึ่งมีชาวโรมาเนียนอาศัยอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ส่วนชาวฮังกาเรียนอยู่ทางด้านตะวันออก พวกเยอรมันอาศัยอยู่ทางด้านเหนือและรอบๆตัวเมือง นำท่านชมภายนอกของ โรงเรียนแห่งแรกของประเทศโรมาเนีย (First Romania School) ชมย่านใจกลางเมืองและจัตุรัสกลางเมืองซึ่งมีหอนาฬิกาที่สวยงามสูงโดดเด่น ที่แสดงเวลาให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา นำท่านถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ โบสถ์ดำ (Black Church) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียง และเป็นโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมโกธิคที่ใหญ่ที่สุดของโรมาเนีย ซึ่งในเริ่มแรกไม่ได้มีหลักฐานแน่นอนว่าถูกสร้างเมื่อใด แต่ได้สร้างขึ้นให้เป็นโบสถ์โรมันคาธอลิคเพื่ออุทิศให้พระแม่มารี เพื่อทดแทนโบสถ์หลังเก่าที่มีการปฏิรูปสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1383-1385 หลังจากที่ถูกพวกมองโกลบุกเข้ามาทำลายเมื่อปี ค.ศ.1242 และปี ค.ศ. 1477 ก็ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกหลังจากที่พวกเตอร์กิชบุกเข้าทำลายในปี ค.ศ.1421
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL RAMADA หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 11 บราซอฟ-ซิบิว-ทิมิโชวอาร่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านมุ่งหน้าตะวันตกสู่เมืองซิบิว(Sibiu) เมืองที่เมื่อปี ค.ศ.2007 ได้รับเกียรติให้เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมยุโรปเลยทีเดียว (European Capital of Culture 2007) ขึ้นฃื่อว่าเป็นสถานที่สวยงามที่สุดในยุโรปอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบูดาเรสต์ (Bucharest) แห่งทรานซิลเวเนีย (Transylvania) ตั้งอยุ่ทางตอนกลางของประเทศ เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญทีสุดของโรมาเนีย (Romania) เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออกเฉียงไต้นำท่านชมจัตุรัสฮูเอท (Huet Square) ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง เป็นสถานที่ที่ผู้คนมาพบปะและสังสรรค์ นำท่านแวะถ่ายรูปกับสะพานโกหก (Liar’s bridge) ซึ่งคนในสมัยก่อนเชื่อว่าหากพูดโกหก สะพานแห่งนี้ จะทรุดตัวลง จากนั้นอิสระให้ท่านได้เดินเล่นในเมืองและเก็บภาพอาคารสวยงามที่สร้างไว้โดดเด่น
 
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร หลังจากนั้นเดินทางสู่เมืองทิมิโชวอาร่า (Timisoara) ประเทศโรมาเนีย นำท่านชมเมือง เมืองทิมิโชวอาร่า (Timisoara) ประเทศโรมาเนีย เป็นเมืองใหญ่เป็นที่ 4 ของประเทศโรมาเนีย ถูกขนานนามให้เป็นเมืองดอกไม้ เพราะแวดล้อมไปด้วยสวนเขียวขจีและดอกไม้สวย เป็นเมืองที่มีบรรยากาศโรแมนติกในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL REGHINA BLUE หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 12 ทิมิโชวอาร่า-โนวิซาด-เบลเกรด
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่าน เดินทางข้ามพรมแดนเซอร์เบีย สู่ เมืองโนวิซาด (Novisad) เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศเซอร์เบียที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นศูนย์กลางด้าน วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ นำท่านเดินชมเมืองสวยริมแม่น้ำดานู้บ ที่มีพื้นที่เป็นถนนคนเดิน และสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ โรงละครแห่งชาติ ศาลาว่าการเมืองอันงามสง่าในศิลปะแบบเรอเนสซองส์ อนุสาวรีย์อดีตนายกเทศมนตรีผู้โด่งดังผู้ต่อต้านอาณาจักรออตโตมันเติร์ก ผ่านชมโบสถ์พระแม่ มาเรีย ศิลปะแบบนีโอโกธิค ,สถานที่พำนักของบิชอปในนิกายเซอร์เบียออร์ธอดอกซ์ที่งดงามด้วยศิลปะแบบเซอร์เบีย-ไบแซนไทน์ เชิญท่านเดินเล่นชมเมือง หรือช้อปปิ้งตามอัธยาศัย
 
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร หลังจากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเบลเกรด (BELGRADE) ประเทศเซอร์เบียเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเซอร์เบีย มีการตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ เมื่อ 5,700-4,800 ปีก่อนคริสต์ศักราช จุดเริ่มต้นของเมืองถูกก่อตั้งโดยชาวเคลต์กลุ่ม Scordisci ในศตวรรษที่สามก่อนศริสตศักราช ก่อนจะกลายมาเป็นที่ตั้งของเมืองโรมันในนาม Singidunum นับแต่อดีตมาเบลเกรดเป็นป้อมปราการที่สำคัญให้แก่ชนกลุ่มต่างๆตลอดระยะเวลากว่าสองพันปี ถูกทำลายแล้วสร้างกลับขึ้นมาใหม่หลายสิบครั้งด้วยประชาการกว่า 1,600,000 คน ปัจจุบันนี้ เบลกราดก็ถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่อดีตเคยรวมตัวกันเป็นยูโกสลาเวีย เป็นที่ตั้งของสนามบินที่เพียงแห่งเดียวในการเดินทางเข้าสู่เซอร์เบีย นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา การคมนาคมและการท่องเที่ยวของประเทศ ป้อมปราการ Kalemegdan อายุกว่าสองพันปีเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวไปควรพลาด รวมถึงควรได้มีโอกาสชมความของโบสถ์คริสต์แบบออโธด็อกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชื่อว่า โบสถ์เซนต์ซาวา St. Sava อีกสถานที่เล็กๆ แต่ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญของเซอร์เบียก็คือ สุสานตีโต ผู้รวมชาติยูโกสลาเวียในอดีต นำท่านชมความสวยงามของเขตเมืองเก่า ชม Titos grave เป็นสถานที่ระลึกถึงอดีตประธานาธิบดี ของยูโกสลาเวีย แวะชม จัตุรัส Teraze เป็นจัตุรัสที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง Belgrade และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมายให้อิสระท่านได้เก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL QUEEN ASTORIA หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 13 เบลเกรด-โทโพลา-โมคร่า โกร่า-ดระเวนกราด-เมืองซะลาดิบอร์
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม นำท่านเดินทางสู่ เมืองโทโพลา (Topola) หลังจากนั้นนําท่านเข้าชม OPENACC ROYAL MAUSOLEUM หรือที่รู้จักในนามSt.George Church เดิมกษัตริย์ King Peter I แห่งยูโกสลาเวีย ได้มีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นโบสถ์ที่ใช้สําหรับฝังพระศพของกษัตริย์ ราชวงศ์ และจารึกชื่อขุนนางผู้รับใช้ราชวงศ์ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยสงครามในแถบคาบสมุทรบอลข่าน และสงครามโลกครั้งที่ 1 ทําให้โบสถ์ดังกล่าวไม่สามารถดําเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์เดิมได้ โดยได้มีตกแต่งโมเสกประติดประต่อเป็นภาพภายในโบสถ์แทน นําท่านชมความงามภายในโบสถ์ที่ประดับด้วยโมเสก นำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองโมคร่า โกร่า (Mokra Gora) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของภูเขา ซะลาติบอร์ที่มีความลาดเอียงของพื้นที่ แต่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ทำให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมหลังจากที่ได้มีการก่อสร้างทางรถไฟที่เรียกว่า ซาร์กาน แปด ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่มีรถไฟวิ่งผ่านทิวทัศน์เสมือนหนึ่งมาจากฟากฟ้าที่เหมือนกับเลขแปด
 
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นให้ท่านได้สัมผัส และนั่งรถไฟเครื่องจักรไอน้ำ Sargan 8 Train ชมวิวทิวทัศน์ ระยะทางประมาณ 15 กม.ผ่านอุโมงค์ 20 แห่ง กับสะพาน 10 แห่ง รางรถไฟนี้มีความกว้างของรางที่แคบที่สุดเพียง 760 มม./30นิ้วเท่านั้น ซึ่งเป็นรถไฟที่ได้มีการอนุรักษ์ และมีความสำคัญของในอดีตที่วิ่งจากซาราเจโวไปยังเมืองเบลเกรด และได้หยุดทำการในปี ค.ศ.1974 และในปี ค.ศ.1999-2003 ส่วนของซาร์กานก็ได้ถูกก่อสร้างขึ้นมาเพื่อสำหรับนักท่องเที่ยว นำท่านออกเดินทางไปยัง หมู่บ้านดระเวนกราด (Drvengard Village) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโมคร่า โกร่าและวิเซกราด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่บ่งบอกในด้านวัฒนธรรม โดยผู้กำกับภาพยนตร์ อีเมียร คูสทูริค่า ที่สร้างขึ้นเพื่อภาพยนตร์ชื่อ Life is a Maracle นำท่านออกเดินทางไปยัง เมืองซะลาติบอร์ (Zlatibor) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขาไดนาริค ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศ เทือกเขานี้มีพื้นที่ประมาณ 300 ตร.กม. ซึ่งบริเวณแห่งนี้เต็มไปด้วยรีสอร์ตที่พักตากอากาศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายในหน้าร้อนที่มีระยะความยาวของวันนาน และจะมีหิมะปกคลุมตามยอดเขาในฤดูหนาว
 
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
 
พักที่ HOTEL PALISAD หรือเทียบเท่า
 

วันที่ 14 เมืองซะลาดิบอร์-เบลเกรด
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ กรุงเบลเกรด (Belgrade) เป็นเมืองหลวง และเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเซอร์เบีย คาดว่ามีการตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 4,800 ก่อนคริสตกาล ที่ตั้งของเมืองก่อตั้งโดยพวกเคลต์ในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ก่อนจะกลายมาเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโรมันแห่งซินกิดูนัม จากนั้นนำท่านสู่ย่านถนนคนเดินเล่นและช้อปปิ้งที่ย่านเก่าแก่ Knez Mihailova ของเมืองเบลเกรด (หากมีเวลาเพียงพอ)
 
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
 
15.30 น. นำท่านเดินทางไปยังสนามบินฯ เพื่อทำการตรวจเอกสารในการเดินทาง
 
18.20 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงเวียนนา” โดยเที่ยวบินที่ OS 736 (บริการเสิร์ฟอาหารว่างและพักผ่อนบนเครื่อง)
 
19.40 น. เดินทางถึงสนามบินเวทชาร์ท กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
 
23.20 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ” โดยเที่ยวบินที่ OS 025 (รับประทานอาหารและพักผ่อนบนเครื่องบิน)
 

วันที่ 15 กรุงเทพฯ
14.20 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
 


Gallery : ทัวร์คาบสมุทรบอลข่าน 15 วัน

ค่าบริการรวม

 ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เวียนนา-ทีราน่า-เบลเกรด-เวียนนา-กรุงเทพฯ โดยสายการบินออสเตรียน แอร์ไลน์
 ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง และค่าประกันภัยสายการบิน
 ค่าโรงแรมที่พัก 12 คืน ระดับมาตรฐาน (พักห้องละ 2 ท่าน)
 ค่าอาหารทุกมื้อตามระบุ และค่าน้ำดื่ม วันละ 1 ขวด/ท่าน
 ค่าพาหนะในการนำเที่ยว ตลอดการเดินทาง
 ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุไว้ในโปรแกรม
 ค่าธรรมเนียมวีซ่าเชงเก้น (ประเทศออสเตรีย) สำหรับหนังสือเดินทางประเทศไทย
 ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น และหัวหน้าทัวร์คนไทย คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านตลอดการเดินทาง
 ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในวงเงินท่านละ1,000,000บาทและค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศวงเงิน 500,000 บาท (ประกันไม่ครอบคลุมผู้ที่มีอายุตั้งแต่75ปีขึ้นไป)

ค่าบริการไม่รวม

 ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น, คนขับรถ ฯ วันละ 5 ยูโร ต่อท่าน ต่อวัน รวม 13 วัน คิดเป็น 65 ยูโร
 ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย วันละ 2 ยูโร ต่อท่าน ต่อวัน รวม 15 วัน คิดเป็น 30 ยูโร
 ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอาทิ ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าเครื่องดื่มในห้องพัก และค่าอาหารที่สั่งมาในห้องพักค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษในร้านอาหารนอกเหนือจากที่ทางบริษัทจัดให้ยกเว้นจะตกลงกันเป็นกรณีพิเศษ เช่น หากท่านทานได้เฉพาะอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว ท่านต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
 ค่าทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
 ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางที่เกินกว่าสายการบินกำหนด (23 กก./1ใบ/ท่าน)
 ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
 ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (หากมีการปรับขึ้น)
 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายการ
 ไม่มีแจกกระเป๋าหรือของพรีเมี่ยมต่างๆ

เงื่อนไขการจองทัวร์ และการชำระเงิน

 หากท่านสนใจและประสงค์จะเดินทาง กรุณาจองทัวร์และชำระเงินมัดจำล่วงหน้า 40,000 บาท/ท่าน (เพื่อเป็นการยืนยันการเดินทางของท่าน)
 กรุณาชำระค่าทัวร์ส่วนที่เหลือล่วงหน้า 30 วัน ก่อนการเดินทาง หากท่านไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามวันที่กำหนด ทางบริษัทฯ ถือว่าท่านยกเลิกการเดินทางโดยไม่มีเงื่อนไข

การยกเลิก และการเปลี่ยนแปลง

 ยกเลิกก่อนการเดินทาง 45 วัน  คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นค่าวีซ่าที่ยื่นและตั๋วเครื่องบินที่ออกล่วงหน้าและกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาล (สงกรานต์ วันแรงงาน ช่วงเดือนตุลาคม และปีใหม่) ที่ต้องการันตี มัดจำกับทางสายการบินหรือกรุ๊ปที่มีการ การันตีค่ามัดจำที่พัก โดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรือต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้)
 ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30-44 วัน  หักค่ามัดจำ 40,000 บาท + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)
 ยกเลิกก่อนการเดินทาง 10-29 วัน  หักค่ามัดจำ 40,000 บาท + ค่าใช้จ่ายอื่น (ถ้ามี)
 ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-9 วัน  หักค่าใช้จ่าย 100% ของค่าทัวร์
หากมีการยกเลิกการจองทัวร์ หลังได้ทำการยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว บริษัทขอสงวนสิทธิ์ใน
การนำเล่มพาสปอร์ตไปยกเลิกวีซ่าในทุกกรณี ไม่ว่าค่าใช้จ่ายในการยื่นวีซ่าจะรวมหรือแยกจากรายการทัวร์ก็ตาม

ข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่า

เอกสารประกอบการขอวีซ่า (ใช้เวลายื่น 15 วันทำการ)
1. หนังสือเดินทาง (Passport) หนังสือเดินทาง ต้องมีหน้าเหลือสำหรับประทับวีซ่าอย่างน้อย 2 หน้าต้องมีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับจากหลังวันเดินทาง หนังสือเดินทางห้ามชำรุด หรือขีดเขียนใดๆทั้งสิ้นภายในหนังสือเดินทาง (สำหรับท่านที่มีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาประกอบการยื่นวีซ่าด้วย เพื่อความสะดวกในการพิจารณาวีซ่าของท่าน)
2. รูปถ่าย รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ (สัดส่วนใบหน้าโดยละเอียดเฉพาะใบหน้าสูง 3 ซม. วัดจากหน้าผากถึงคาง***) (ใช้รูปสีพื้นหลังขาวเท่านั้น ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือนและต้องไม่ซ้ำกับรูปวีซ่าที่มีในเล่ม สติ๊กเกอร์ใช้ไม่ได้, ห้ามสวมแว่นตาหรือเครื่องประดับ) และกรุณาเขียนชื่อ-นามสกุลตัวบรรจงไว้ด้านหลังรูป และให้ประกบด้านหน้าเข้าหากัน (กรุณาอย่าให้รูปเลอะหมึก และอย่าให้รูปมีรอยลวดเย็บกระดาษ เพราะสถานฑูตจะไม่รับรูปแบบนี้ ท่านอาจจะต้องถ่ายใหม่)
3. สำเนาทะเบียนบ้าน/บัตรประชาชน หรือ สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้าเคยเปลี่ยน)
4. หลักฐานการเงิน
- กรณีผู้เดินทางออกค่าใช้จ่ายเอง ใช้ Bank Statement บัญชีออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน ของผู้เดินทาง ขอจากทางธนาคารเท่านั้น ต้องเป็น Statement ตัวเต็มจากธนาคารเท่านั้น ไม่ใช่สำเนาจากสมุดบัญชี และ อัพเดทไม่เกิน 15 วันหรืออยู่ในเดือนที่ยื่นวีซ่าสถานทูตไม่รับพิจารณาบัญชีกระแสรายวัน และสถานทูตไม่รับพิจารณาบัญชีฝากประจำ
- กรณีผู้เดินทางไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายเอง ใช้สำเนา Bank Statement บัญชีออมทรัพย์(ของผู้ที่ออกค่าใช้จ่าย) ย้อนหลัง 6 เดือน
5. หลักฐานการทำงาน(ภาษาอังกฤษและมีอายุ 1 เดือน นับย้อนหลังจากวันนัดสัมภาษณ์)
- กรณีเป็นพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทฯ ระบุตำแหน่ง, เงินเดือน, วันเริ่มทำงานและช่วงเวลาที่อนุมัติให้ลาหยุด ต้องสะกดให้ตรงตามหน้าพาสปอร์ต
- กรณีเจ้าของกิจการ สำเนาใบทะเบียนการค้าและหนังสือรับรองการจดทะเบียนที่มีชื่อของผู้เดินทางเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วน พร้อมทั้ง เซ็นชื่อรับรองสำเนาและประทับตราบริษัทฯ (อายุสำเนาไม่เกิน 3 เดือน)
- กรณีเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา ใช้หนังสือรับรองจากทางโรงเรียนหรือสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่ (สถานทูตไม่รับเอกสารที่เป็นบัตรนักเรียน ไม่ว่าเป็นช่วงปิดเทอม และต้องมีอายุ 1 เดือน นับย้อนหลังจากวันนัดสัมภาษณ์) ต้องสะกดชื่อ-สกุล ให้ตรงตามหน้าพาสปอร์ต
6. กรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ขอสำเนาสูติบัตร
กรณีเด็กไม่ได้เดินทางพร้อมผู้ปกครอง
(กรุณาขอ 2 ฉบับ เพื่อสำหรับยื่นวีซ่า 1 ฉบับ และอีก 1 ฉบับ รบกวนเตรียมมาวันเดินทางสำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน)
- หากเด็กเดินทางไปกับบิดาจะต้องมีใบรับรองจากมารดา โดยมารดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับมารดาโดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตมารดามาด้วย
- หากเด็กเดินทางกับมารดาจะต้องมีใบรับรองจากบิดา โดยบิดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับมารดาโดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตบิดามาด้วย
- หากเด็กไม่ได้เดินทางทั้งกับบิดาและมารดา โดยบิดาและมารดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับใคร โดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตบิดาและมารดามาด้วย พร้อมทั้งแนบสถานะทางการงานและการเงินของบิดาหรือมารดาเพื่อรับรองแก่บุตรด้วย
- กรณีเด็กที่บิดา-มารดาหย่าร้าง จะต้องแนบสำเนาใบหย่า และมีการสลักหลังโดยมีรายละเอียดว่าฝ่ายใดเป็นผู้ดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว
- กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี บิดา-มารดาลงชื่อรับรองในแบบฟอร์มสมัครวีซ่า
7. กรณีสมรสแล้ว สำเนาทะเบียนสมรส, สำเนาใบหย่า หรือ สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)
เอกสารยื่นวีซ่าอาจมีการปรับเปลี่ยนและขออัพเดทเพิ่มเติมได้ทุกเวลา หากทางสถานทูตแจ้งขอเพิ่มเติม
*** ทางสถานทูตไม่ให้ดึงเล่มพาสปอร์ตในทุกกรณี หากลูกค้าจำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตเดินทางในช่วงที่ยื่นวีซ่ากรุ๊ป ลูกค้าจะต้องไปแสดงตัวยื่นวีซ่าเดี่ยวเท่านั้นและต้องแนบตั๋วที่จะเดินทางก่อนหน้า
เพื่อแจ้งให้สถานทูตรับทราบ ***1

เงื่อนไขอื่นๆ

เอกสารประกอบการขอวีซ่า (ใช้เวลายื่น 15 วันทำการ)
1. หนังสือเดินทาง (Passport) หนังสือเดินทาง ต้องมีหน้าเหลือสำหรับประทับวีซ่าอย่างน้อย 2 หน้าต้องมีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับจากหลังวันเดินทาง หนังสือเดินทางห้ามชำรุด หรือขีดเขียนใดๆทั้งสิ้นภายในหนังสือเดินทาง (สำหรับท่านที่มีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาประกอบการยื่นวีซ่าด้วย เพื่อความสะดวกในการพิจารณาวีซ่าของท่าน)
2. รูปถ่าย รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ (สัดส่วนใบหน้าโดยละเอียดเฉพาะใบหน้าสูง 3 ซม. วัดจากหน้าผากถึงคาง***) (ใช้รูปสีพื้นหลังขาวเท่านั้น ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือนและต้องไม่ซ้ำกับรูปวีซ่าที่มีในเล่ม สติ๊กเกอร์ใช้ไม่ได้, ห้ามสวมแว่นตาหรือเครื่องประดับ) และกรุณาเขียนชื่อ-นามสกุลตัวบรรจงไว้ด้านหลังรูป และให้ประกบด้านหน้าเข้าหากัน (กรุณาอย่าให้รูปเลอะหมึก และอย่าให้รูปมีรอยลวดเย็บกระดาษ เพราะสถานฑูตจะไม่รับรูปแบบนี้ ท่านอาจจะต้องถ่ายใหม่)
3. สำเนาทะเบียนบ้าน/บัตรประชาชน หรือ สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้าเคยเปลี่ยน)
4. หลักฐานการเงิน
- กรณีผู้เดินทางออกค่าใช้จ่ายเอง ใช้ Bank Statement บัญชีออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน ของผู้เดินทาง ขอจากทางธนาคารเท่านั้น ต้องเป็น Statement ตัวเต็มจากธนาคารเท่านั้น ไม่ใช่สำเนาจากสมุดบัญชี และ อัพเดทไม่เกิน 15 วันหรืออยู่ในเดือนที่ยื่นวีซ่าสถานทูตไม่รับพิจารณาบัญชีกระแสรายวัน และสถานทูตไม่รับพิจารณาบัญชีฝากประจำ
- กรณีผู้เดินทางไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายเอง ใช้สำเนา Bank Statement บัญชีออมทรัพย์(ของผู้ที่ออกค่าใช้จ่าย) ย้อนหลัง 6 เดือน
5. หลักฐานการทำงาน(ภาษาอังกฤษและมีอายุ 1 เดือน นับย้อนหลังจากวันนัดสัมภาษณ์)
- กรณีเป็นพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทฯ ระบุตำแหน่ง, เงินเดือน, วันเริ่มทำงานและช่วงเวลาที่อนุมัติให้ลาหยุด ต้องสะกดให้ตรงตามหน้าพาสปอร์ต
- กรณีเจ้าของกิจการ สำเนาใบทะเบียนการค้าและหนังสือรับรองการจดทะเบียนที่มีชื่อของผู้เดินทางเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วน พร้อมทั้ง เซ็นชื่อรับรองสำเนาและประทับตราบริษัทฯ (อายุสำเนาไม่เกิน 3 เดือน)
- กรณีเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา ใช้หนังสือรับรองจากทางโรงเรียนหรือสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่ (สถานทูตไม่รับเอกสารที่เป็นบัตรนักเรียน ไม่ว่าเป็นช่วงปิดเทอม และต้องมีอายุ 1 เดือน นับย้อนหลังจากวันนัดสัมภาษณ์) ต้องสะกดชื่อ-สกุล ให้ตรงตามหน้าพาสปอร์ต
6. กรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ขอสำเนาสูติบัตร
กรณีเด็กไม่ได้เดินทางพร้อมผู้ปกครอง
(กรุณาขอ 2 ฉบับ เพื่อสำหรับยื่นวีซ่า 1 ฉบับ และอีก 1 ฉบับ รบกวนเตรียมมาวันเดินทางสำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน)
- หากเด็กเดินทางไปกับบิดาจะต้องมีใบรับรองจากมารดา โดยมารดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับมารดาโดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตมารดามาด้วย
- หากเด็กเดินทางกับมารดาจะต้องมีใบรับรองจากบิดา โดยบิดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับมารดาโดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตบิดามาด้วย
- หากเด็กไม่ได้เดินทางทั้งกับบิดาและมารดา โดยบิดาและมารดาจะต้องคัดจดหมายยินยอมให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับใคร โดยมีการรับรองค่าใช้จ่ายพร้อมแจ้งความสัมพันธ์และยินดีชดเชยค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยคัดฉบับจริงจากอำเภอต้นสังกัด พร้อมทั้งแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือหน้าพาสปอร์ตบิดาและมารดามาด้วย พร้อมทั้งแนบสถานะทางการงานและการเงินของบิดาหรือมารดาเพื่อรับรองแก่บุตรด้วย
- กรณีเด็กที่บิดา-มารดาหย่าร้าง จะต้องแนบสำเนาใบหย่า และมีการสลักหลังโดยมีรายละเอียดว่าฝ่ายใดเป็นผู้ดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว
- กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี บิดา-มารดาลงชื่อรับรองในแบบฟอร์มสมัครวีซ่า
7. กรณีสมรสแล้ว สำเนาทะเบียนสมรส, สำเนาใบหย่า หรือ สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)
เอกสารยื่นวีซ่าอาจมีการปรับเปลี่ยนและขออัพเดทเพิ่มเติมได้ทุกเวลา หากทางสถานทูตแจ้งขอเพิ่มเติม
*** ทางสถานทูตไม่ให้ดึงเล่มพาสปอร์ตในทุกกรณี หากลูกค้าจำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตเดินทางในช่วงที่ยื่นวีซ่ากรุ๊ป ลูกค้าจะต้องไปแสดงตัวยื่นวีซ่าเดี่ยวเท่านั้นและต้องแนบตั๋วที่จะเดินทางก่อนหน้า
เพื่อแจ้งให้สถานทูตรับทราบ ***1

   Thai Baht Exchange Rate
    Thai Baht Converter